คอหวยฟังทางนี้!! วิธีขอหวยศาลย่านาค

วัดมหาบุศย์” หรือที่มักนิยมเรียกกันอย่างติดปากว่า “วัดแม่นาคพระโขนง” เหตุที่เรียกเช่นนี้ เพราะภายในวัดมหาบุศย์ มีศาลแม่นาค หรือ “ย่านาค” ตั้งอยู่ ผู้คนจึงพากันเรียกว่า วัดแม่นาคพระโขนง%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84แม่นาคพระโขนง เป็นชื่อที่คนไทยทุกคนรู้จักดีถึงตำนานความรักอันแรงกล้า ของหญิงสาวที่เฝ้ารอสามีกลับมาจากสงคราม เป็นเรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอดต่อๆกันมาหลายยุค เมื่อนำมาทำเป็นภาพยนตร์ ก่อนจะถ่ายทำ บรรดาทีมงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับหรือนักแสดงต่างก็ไปไหว้ศาลย่านาคขอให้หนังประสบความสำเร็จทุกครั้ง ใน2เวอร์ชั่นล่าสุด ทั้งแม่นาค ของทราย เจริญปุระ และพี่มาก ของมาริโอ เมาเร้อ ต่างก็มีคนแห่ซื้อตั๋วไปดู จนเจ้าของหนังรับ ทรัพย์รวยไปตามๆกัน ศาลย่านาคจึงถูกเชื่อมโยงกับความมั่งคั่ง มั่งมีเงินทอง

ศาลย่านาคนั้นอยู่ใน วัดมหาบุศย์ ซอยอ่อนนุช7 เดิมเป็นศาลที่ผู้คนสมัยก่อนมักจะมาขอเรื่องความรักซะเป็นส่วนใหญ่ ขอหวยเป็นส่วนน้อยแต่เมื่อมีคนมาขอแล้วถูกหวยอยู่เรื่อยๆ ในระยะหลังเลยมีคนมาขอหวยกันมากขึ้น รวมไปถึงผู้กำกับและเจ้าของหนังผีทั้งหลายก็มาขอพรที่นี่ด้วยเพื่อให้หนังมีรายได้ดี หลายคนอาจจะสงสัยว่าเคยเดินทางไปขอหวยที่ศาลย่านาคแล้วหลายรอบ ทำไม่ไม่ถูกหวยกับเขาบ้างนั่นเพราะท่านทำผิดวิธีการมาขอหวยกับศาลย่านาคในตอนกลางวันนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากเชื่อกันว่า ในตอนกลางวัน พระอาทิตย์ส่องแสงแรงพลังลี้ลับไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ทำให้คำขอของท่านไม่ส่งผล วิธีที่ถูกต้องและทำให้หลายคนถูกหวย รวยกันมาแล้ว คือจะต้องมาตอนกลางคืนและต้องเป็นคืนก่อนวันหวยออกเท่านั้น

ไม่ต้องกลัวว่าวัดจะปิดในตอนกลางคืน เพราะทางวัดเปิดตลอดคืนในวันก่อนหวยออก ยิ่งมาตอนเวลาเที่ยงคืนในวันคืนก่อนหวยออกได้ยิ่งดี จะเป็นการเพิ่มความขลัง ในบริเวณใกล้เคียงยังมีศาลแม่นางตะเคียนทองอยู่ด้วย โดยผู้ที่เคยมาตอนกลางคืนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันถึงความบรรยากาศอันน่าขนลุก สำหรับของที่นำมาเซ่นไหว้ ขอแนะนำให้ท่านนำชุดไทยสำหรับเด็ก ชุดเด็ก เพราะตามตำนานนั้นย่านาคเป็นคนที่รักลูกมาก

จุดยืนแห่ง “ฉลาม”

ต้องบอกว่า “ไทยแลนด์ Only!” ที่นี่ฟุตบอลไทย ไม่เหมือนใครในโลกจริงๆครับ

%e0%b8%8a%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5

หลังมติสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยุคที่มีผู้นำสีกากี ชื่อ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์-ม่วง ที่อ้างอิงถึงเสียงส่วนใหญ่ 17-1 ของสโมสรในไทยลีก บวกเสียงสปอนเซอร์ ผู้สนับสนุน สรุปให้ยุติฟุตบอลไทยทุกถ้วยทุกรายการ ในฤดูกาลนี้ไปเรียบร้อย

ขณะเดียวกันก็ไม่มีการเยียวยาใดๆให้กับทีมที่โดนแจ็กพอตตกชั้นลงไปสู่ดิวิชั่น 1 ทั้ง อาร์มี่ ยูไนเต็ด และ ชัยนาท ฮอร์นบิล ที่ว่ากันว่าเป็นมติ “หักเหลี่ยมโหด” ให้ปีหน้า 2017 ไม่มีการเพิ่มทีมอย่างที่ 2 สโมสรคาดหวัง โดยยังคงเตะกัน 18 ทีมตามเดิม

ต้องบอกว่าน่าเห็นใจทั้งชัยนาทและอาร์มี่ ครับ เพราะดันหลงเหลี่ยมไปโหวตเรื่อง “เตะ-ไม่เตะ” ก่อน แล้วค่อยมาโหวตเรื่องจำนวนทีมดังนั้น เอวัง!มันก็เลยมีด้วยประการละฉะนี้ไม่ใช่อะไรก็ทุกสโมสรเขาสมประโยชน์กันไปหมดแล้วกรณีไม่เตะต่อ ก็แล้วทำไมจะต้องมาแบกภาระ 20 ทีมให้ต้องมาเหนื่อยเพิ่มโปรแกรมแข่งให้รากเลือดในฤดูกาลหน้าประมาณว่างานนี้ ธุระไม่ใช่ และไม่มีใครช่วยใคร หรือเรียกง่ายๆว่าทุกทีมเอาตัวรอด นั่นเอง!

จากนี้ไปอาร์มี่กับชัยนาทก็ต้องช่วยตัวเองด้วยการดิ้นรนไปฟ้องฟีฟ่า ศาลกีฬาโลก หรือศาลไหนๆก็สุดแท้แต่ศักยภาพ ส่วนจะสมหวังหรือผิดหวังไม่มีใครตอบได้จริงๆพูดถึงมติที่ออกมาขาดลอย 17-1 ก็ต้องขออนุญาตชื่นชมในหนึ่งเสียงที่หาญกล้าแตกของทีม “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ที่ก่อนหน้านี้ คุณอรรณพ สิงห์โตทอง ประกาศมาแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางของการปิดฤดูกาลก่อนกำหนด และต้องการแข่งต่อให้จบโปรแกรม

ขณะเดียวกันก็สละสิทธิ์ไม่ขอจับสลากหาทีมตัวแทนถ้วยแชมป์เอฟเอคัพ ไปเล่นในศึกสโมสรเอเชียด้วย“เสี่ยณพ” และชลบุรี ไม่กลัวว่าจะ “หัว เน่า” หรือถูกครหาว่า “กบฏ–แตกแถว” กับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯชุดนี้ที่พวกเขาหนุนให้ขึ้นมาบริหารงานเพราะต้องการแสดงจุดยืนของคำว่า “คนฟุตบอล” ที่เป็นมืออาชีพ ตัวจริง เสียงจริง

ในสถานการณ์ที่คนไทยกำลังอยู่ในภาวะของการสูญเสียอย่างนี้ คงไม่เหมาะที่จะแสดงความคิดเห็นหรือชี้ว่าสิ่งไหนผิดสิ่งไหนถูกกันแน่ เพราะแต่ละคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตัวเองทั้งนั้นผมรู้ก็แต่เพียงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกอย่างต้อง “เดอะ โชว์ มัสต์ โก ออน–ชีวิตต้องดำเนินต่อไป” และทุกคนควรทำตาม “หน้าที่” ของตัวเอง เพื่อให้สังคมประเทศชาติเดินไปข้างหน้า

ดั่งพระราชดำรัสที่ในหลวงท่านทรงตรัส เสมอว่าบุคคลทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพต้องคำนึงถึง “หน้าที่” เป็นสำคัญสโมสรฟุตบอล ชลบุรี เอฟซี ก็เช่นกัน คงเลี่ยงไม่ได้กับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไปในเหลี่ยมมุมต่างๆของผู้คนในสังคมโดยเฉพาะบรรดาแฟนบอลและสโมสรสมาชิกด้วยกัน ตามแต่มุมมองจิตสำนึกของแต่ละคนแต่สำหรับผมขอคารวะ ตัวตน และจุดยืนในการทำหน้าที่ทีมลูกหนังอาชีพของฉลามชลและคุณอรรณพด้วยหัวใจจริงๆครับ!!!

“เอฟวัน” หายเดี้ยงล่าแชมป์สนุกเกอร์สมัย 3

สนุกเกอร์ แสงโสม จันทบุรี คัพ 2016 ศึกชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย หาแชมป์วันที่ 19-24 ก.ย. “เอฟวัน” หายเจ็บพร้อมล่าแชมป์อีก

การแข่งขันสนุกเกอร์สะสมคะแนน รายการที่ 7 ซึ่งเป็นรายการสุดท้ายของซีซั่นนี้ “แสงโสม จันทบุรี คัพ 2016” หรือรายการชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย เตรียมระเบิดคมคิวในวันที่ 19 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 24 กันยายนนี้ ชิงเงินรางวัลรวม 1,350,000 บาท ที่โรงแรมมณีจันท์ รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี โดยมีสุดยอดจอมคิวสยามประเทศร่วมดวลความแม่นกันอย่างคับคั่ง

"เอฟวัน" หายเดี้ยงล่าแชมป์สนุกเกอร์สมัย 3

การดวลคิววันแรก 19 กันยายน มีทั้งหมด 4 คู่ เป็นเกมรอบ 32 คนที่ยกมาดวลคิวในรอบสุดท้าย เนื่องจากนักแทงของเจ้าถิ่นถึง 4 คน ประกอบด้วย เวลา 11.00 น. “ท็อป จันท์” พงศกร จงใจรักษ์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี จากศูนย์พัฒนากีฬาบิลเลียดเอเชีย การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ปีนี้เคยผ่านเข้ารอบ 16 คนรายการแสงโสมลพบุรีคัพ จะดวลกับ “ตัวเล็ก ใส่หมวก” ธัชชัย สุขสำราญ ต่อด้วยเวลา 13.00 น. ด้าน ”อิศ จันท์”อิศรา กะไชยวงศ์ แชมป์ประเทศไทย 3 สมัย และเคยได้แชมป์เอเชียที่สนามแห่งนี้เมื่อปี 2010 เจอกับ “หยิก สำโรง” พิสิษฐ์ จันทร์ศรี แชมป์โลกรุ่นอาวุโส 3 สมัยติดต่อกัน ปี 2013, 2014 และ 2015

จากนั้น เวลา 15.00 น. “แมน นครปฐม” ธนวัฒน์ ถิรพงศ์ไพบูลย์ ที่ได้แชมป์ประเทศไทยด้วยสถิติอายุน้อยที่สุด 20 ปี 315 วัน ที่สนามแห่งนี้เมื่อ 2 ปีก่อน จะพบกับ “เปา จันท์” ชินภัทร์ คำสัตย์ จากศูนย์พัฒนากีฬาบิลเลียดเอเชียฯ และคู่สุดท้าย เวลา 17.00 น. “นุ้ก จันท์” ยุทธภพ ภาคพจน์ อดีตทีมชาติไทย เจอกับ “ตี๋ พีทีเอส” โอภาส สุวรรณราช จอมเก๋าระดับอาจารย์วัย 48 ปี โดยคู่นี้เคยเจอกันที่นี่เมื่อปี 2557 ปรากฏว่า ตี๋ ชนะไป 4-3


     เล่นพนันกีฬา คาสิโนออนไลน์ สล็อตออนไลน์ กับเว็บเว็บไซต์ชั้นนำ กับเราได้ที่นี่ สมัครง่ายโปรโมชั่นดี มีพนักงานบริการ 24ชั่วโมง แทงบอลออนไลน์ กับเว็บไซต์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น sbobet , แทงบอล ibcbet , พนันกีฬาออนไลน์ m8bet และบริการอื่นๆ อีกมากมาย slotonline

บิ๊กจา”ลั่นตะกร้อ เหมาแชมป์คิงส์คัพ

ตะกร้อ คิงส์คัพ ครั้งที่ 31 สุดคึก มีชาติสมาชิกส่งทีมร่วมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 27 ชาติ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ นายกสมาคมตะกร้อ ประกาศคว้าแชมป์ทั้ง 8 รายการ

%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4“บิ๊กจา” พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ นายกสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เป็นประธานในงานแถลงข่าว การแข่งขันตะกร้อชิงแชมป์โลก ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “คิงส์ คัพ” ครั้งที่ 31 ที่ห้องประชุม สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ บ้านอัมพวัน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม โดยรายการนี้จะมีขึ้นในวันที่ 17-23 ตุลาคม ที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ มีทีมตะกร้อจาก 27 ประเทศ รวม 710 คนเข้าร่วม

แบ่งการแข่งขันออกเป็น 10 ประเภท ได้แก่ เซปักตะกร้อทีมชุดชาย (ถ้วยพระราชทาน) -หญิง, เซปักตะกร้อทีมเดี่ยวชาย-หญิง, เซปักตะกร้อคู่ ทีมเดี่ยวชาย-หญิง, ตะกร้อลอดห่วงสากลชาย-หญิง และกีฬาสาธิต เซปักตะกร้อทีมเดี่ยว 4 คน ทั้งชายและหญิง ในส่วนของทีมไทย ไม่ส่งประเภททีมเดี่ยวชายและหญิง เนื่องจากสหพันธ์ตะกร้อโลก กำหนดให้ส่งแข่งขันได้ 8 จาก 10 รายการ และสถานทีโทรทัศน์ช่อง 3 (เอสดี กับ เอชดี) ถ่ายทอดสด 6 แมทช์ ในวันที่ 21-23 ตุลาคม รอบรองชนะเลิศ เวลา 9.00-11.00 น. และรอบชิงชนะเลิศ 16.00-18.00 น.

นายบุญชัย หล่อพิพัฒน์ เลขานุการคณะกรรมการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า ในปีนี้มีประเทศเข้าร่วมแข่งขันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แสดงถึงการเติบโตของวงการตะกร้อโลก ประการสำคัญคือ มีประเทศส่งแข่งขันในประเภททีมชุดชาย ถึง 24 ชาติ ซึ่งเป็นรายการชิงถ้วยพระราชทาน ขณะที่ทีมชุดหญิงมีส่งแข่งขัน 12 ชาติ นอกจากนั้นยังมี 2 ชาติ ที่แจ้งขอส่งนักกีฬามาเก็บตัวที่ ศูนย์ฝึกตะกร้อนานาชาติของไทย ล่วงหน้าก่อนการแข่งขัน คือ อินเดียและฟิลิปปินส์

ขณะที่ “บิ๊กจา” กล่าวว่า สมาคมต้องการแชมป์ทั้ง 8 ประเภทที่ส่งแข่งขัน ซึ่งนักเตะไทยต้องทำให้ได้ โดยเฉพาะทีมชุดชายที่จะต้องคว้าแชมป์สมัยที่ 31 ให้ได้ ในขณะที่ ประเภททีมเดี่ยวชายและหญิง ไทยตัดสินใจไม่ส่งแข่งขัน เพื่อให้ชาติต่าง ๆ ได้พัฒนาทีมขึ้นมาชิงชัย เพราะถ้าไทยส่งหมดได้แชมป์หมดคงไม่มีทีมใดอยากมาแข่งด้วย

นายกสมาคมกีฬาตะกร้อ กล่าวถึง การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่ประเทศมาเลเซีย ในปีหน้าว่า เนื่องจาก “เสือเหลือง” ถือเป็นคู่ปรับตลอดกาลของไทย และครั้งนี้เป็นเจ้าภาพซีเกมส์เองด้วย ทำให้ต้องตรียมทีมให้พร้อมที่สุด โดยยังไม่ทราบว่า มาเลเซียจะจัดชิงชัยกี่เหรียญทอง แต่ไทยจะไม่ประมาท แม้ว่าขณะนี้ ระดับฝีเท้าของไทย กับมาเลเซียจะต่างกันมากก็ตาม แต่เชื่อว่า มาเลเซีย จะมีการเตรียมทีมอย่างเข้มข้น ซึ่งทีมไทยเองก็ต้องการบุกไปเอาชนะมาเลเซียถึงถิ่นเพื่อคว้าเหรียญทองเช่นกัน